บทที่ 1 สถานะใหม่

“หวังว่าตาพอยต์ลูกชายของคุณจะจำเราสองคนแม่ลูกได้นะ คุณพีระ” มีฟ้าเอ่ยกับชายวัยกลางคนผู้เป็นประมุขของบ้าน ‘อนันตรักษ์’ บ้านใหญ่หลังนี้

เธอกำลังนั่งอยู่ภายในโถงของตัวบ้านที่จัดวางโซฟาสวยหรูชุดใหญ่ไว้หนึ่งชุดสำหรับรับแขก แม้ว่าเธอจะไม่ได้เข้ามาเป็นแขกแต่อย่างใด

“เอ่อ ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ ถึงเราจะไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ครั้งล่าสุดที่ไปเจอพร้อมกับตาพอยต์ด้วยก็ไม่กี่ปีนี่เองนะ”

“แล้วหนูล่ะลูก จำพี่พอยต์ได้มั้ยคะ” มีฟ้าขยับปากสวยเอ่ยถามเฟย์ลิน ลูกสาวของเธอ

สามปีก่อนคือครั้งล่าสุดที่เธอทั้งคู่ได้เจอพีระกับพอยต์ แม้ก่อนหน้านั้นจะได้เจอกันมาบ้าง แต่ทั้งคู่ก็เด็กมากจนอาจจะจำกันไม่ได้ และครั้งสุดท้ายนั้นเธออายุได้ราวสิบห้าปีแล้ว

ตอนนั้นเธอเป็นเด็กผมเปียน่ารัก มีรอยยิ้มที่สดใส ใบหน้าหวานราวกับตุ๊กตาที่มาพร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วน่าเอ็นดู แต่ปัจจุบันเธอเติบโตขึ้นเป็นสาวสะพรั่ง จากผมเปียบัดนี้ได้กลายเป็นผมตรงสีน้ำตาลอ่อน พลิ้วไหวยาวสยายไปจนถึงกลางหลัง ดวงตากลมโตและใบหน้าหวานเทียบตุ๊กตานั้น ถูกแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางเพียงนิด แต่กลับทำให้เธอดูสวยราวกับปลุกเสกได้ ริมฝีปากบางกระจับถูกทาทับด้วยลิปกลอสสีชมพูพีช หันกลับไปตอบผู้เป็นแม่

“พอจะจำได้ค่ะ”

“นั่น พูดถึงก็มาพอดี” พีระหันไปมองตามเสียงรถสปอร์ตคู่ใจของลูกชายที่มาจอดหน้าบ้าน ก่อนจะพบกับร่างสูงแกร่งที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มหล่อในวัยยี่สิบสองปี เขากำลังก้าวลงจากรถและเดินเข้ามาทางพวกเขาด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง

“ตาพอยต์มานั่งนี่ลูก” ชายหนุ่มนั่งลงที่โซฟาตรงข้ามกับมีฟ้า และเฟย์ลินตามที่พ่อของเขาจัดแจง

“นี่น้ามีฟ้า และนี่เฟย์ลินลูกสาวของเธอ”

“สวัสดีครับคุณน้า” เขายกมือขึ้นไหว้มีฟ้า และหันไปมองเฟย์ลินสาวสวยตรงหน้าเขา

“สะ..สวัสดีค่ะพี่พอยต์” เฟย์ลินที่ถูกสายตาคมตวัดมอง เธอรีบยกมือขึ้นไหว้เขาด้วยท่าทีประหม่า ตามประสาคนที่ไม่ได้สนิทอะไรและไม่ได้พบเจอกันนาน เธอเองยังจำเขาได้เพียงเล็กน้อย ส่วนเขาหากว่าเป็นคนที่ไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไรนั้นอาจจะจำเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ

“ครับ” เขารับไหว้เธอด้วยคำตอบเพียงสั้น ๆ พลางขมวดคิ้วและหันไปมองผู้เป็นพ่อเพื่อตั้งคำถามทางสายตา

“ทั้งสองคนจะเข้ามาอยู่กับเราที่นี่ และไม่ใช่ชั่วคราวนะ…”

“ในฐานะ?” พอยต์รีบด่วนถามเสียงเข้มทั้งที่พ่อของเขายังไม่ทันได้พูดจนจบประโยค

“ขออนุญาตค่ะ นายท่านกับนายหญิงจะรับของว่างหน่อยมั้ยคะ คุณหนูทั้งสองด้วยค่ะ”

“นายหญิง? คุณหนู?” เขากัดฟันพูด เนื่องจากเสียงของแม่บ้านแทรกเข้ามาได้เอ่ยสรรพนามของผู้มาใหม่ทั้งสอง นั่นทำให้พอยต์รับรู้ได้ทันทีว่ามีฟ้ากับเฟย์ลิน จะเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ด้วยสถานะไหน

“ไอ้เลย์เพื่อนสนิทพ่อ เป็นสามีของเธอ และเสียไปได้สามปีแล้ว ครั้งสุดท้ายที่เราเจอพวกเธอก็งานศพมันนั่นแหละ”

“แล้วพ่อก็เลยคว้าเมียเพื่อนมาทำเมียตัวเองงี้?”

“ตาพอยต์!!” เฟย์ลินสะดุ้ง ทั้งเหวอให้กับคำพูดร้ายกาจของพอยต์ และตกใจเสียงตะคอกของพีระ

“แกควรใช้คำพูดที่ให้เกียรติมีฟ้ามากกว่านี้นะ”

“เหอะ ผมต้องเรียกแม่หรือยังไง แล้วนี่ก็ต้องน้องสาวสินะ” พอยต์แค่นหัวเราะในลำคอพูดประชดประชันด้วยความไม่พอใจ

สายตาคมดุตวัดกลับไปจ้องเฟย์ลินไม่วางตา อากัปกิริยานั้นชัดเจนจนทุกคนรู้สึกได้ ทำเอาเจ้าตัวก้มหน้างุด เพราะรู้ดีว่าเขาไม่พอใจเธอและแม่ของเธอ

“แกจะเรียกยังไงก็เอาที่แกสบายใจ แค่ไม่ควรพูดแบบเมื่อกี้ก็เท่านั้น ช่วยยอมรับหรือรับฟังอะไรง่าย ๆ หน่อยได้มั้ย”

“…”

“พ่อไม่ได้คิดจะเอาใครมาแทนที่แม่ของแก แต่แม่แกเองก็เสียไปนานมะ…”

ปึง!!!

“เชิญคุยกันตามสบาย ผมไม่อยู่กวนใจพวกคุณคงจะดีกว่า” เช่นเคยที่พอยต์ไม่รอให้พีระพูดจนจบ เขาทุบโต๊ะเสียงดังลั่นอย่างระบายอารมณ์ ก่อนพูดเสียงเข้มพลางลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“หมายความว่ายังไง จะออกไปข้างนอก?”

“ไปเพนต์เฮาส์ แต่จะกลับบ้านก็จนกว่าคนของพ่อจะออกไปแล้วกัน”

“ตาพอยต์!”

เขาไม่ฟังอะไรอีกแล้ว เขารับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย คิดได้เพียงแค่นั้นเขาก็เดินออกมาขึ้นรถสปอร์ตคู่ใจคันเดิมเพื่อขับมันกลับเพนต์เฮาส์ของตัวเอง ที่อนาคตอาจกลายเป็นที่อยู่ถาวรของเขา จากที่แต่ก่อนไป ๆ กลับ ๆ และจะอยู่ที่บ้านใหญ่ซะมากกว่า ทิ้งบรรยากาศตึงเครียดน่าปวดหัวเอาไว้กับทั้งสามคน

………

ตึก ตึก

ฟุ่บ

เมื่อพ้นจากเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทุกคนจึงได้แยกย้าย ฉันขึ้นมาบนชั้นสอง และเดินเข้ามาในห้องนอนที่คุณลุงพีระได้สั่งแม่บ้านจัดเตรียมเอาไว้ให้ ก่อนทิ้งตัวอย่างเหนื่อยอ่อนลงบนเตียงคิงไซซ์ที่มีฟูกหนานุ่ม ถูกปูด้วยผ้าปูที่นอนโทนสีอ่อนดูเข้ากับฉัน สายตาเหลือบมองไปที่กระเป๋าเดินทางใบใหญ่ที่ยังไม่ได้เก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ หรือแม้แต่จัดของส่วนตัวอะไรให้เข้าที่เข้าทาง

“เฮ้อ”

ฉันนอนเคว้งอยู่บนที่นอนแล้วถอนหายใจออกมา ในหัวคิดถึงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ ครั้งแรกที่ฉันเจอพี่พอยต์คือบ้านของเขาเอง ตอนนั้นฉันอายุเพียงสิบสามปี ในขณะที่พี่เขาน่าจะซักสิบเจ็ดปีได้ เพราะถ้าฉันจำไม่ผิดเขากับฉันอายุห่างกันสามหรืออาจจะสี่ปีนี่แหละ

ฉันมาที่บ้านของพี่เขาเพราะพ่อแม่ของฉันมาพบคุณลุงพีระ วันนั้นฉันเลยได้รู้ว่าคุณลุงพีระกับพ่อแม่ของฉัน พวกท่านเป็นเพื่อนรักกัน หลังจากนั้นก็ได้เจอกันอีกเพียงประปรายเท่านั้น จนครั้งสุดท้ายที่เราได้พบกันคือเมื่อสามปีก่อน มันคือวันที่พ่อของฉันจากไปนั่นเอง

อันที่จริงฉันจำพี่เขาได้นะแม้จะไม่ได้พูดคุยอะไรกันมาก แต่ฉันมั่นใจว่าพี่เขาไม่ได้ดูดุดันแบบนี้เลย เขาพูดจาดีกับฉัน และอ่อนโยนกับฉันมากกว่านี้ ฉันถึงขั้นอยากให้พี่เขาเป็นพี่ชายจริง ๆ ของฉันด้วยซ้ำไป จนในตอนนี้มีโอกาสนั้นแล้ว เพราะหากพ่อแม่ของพวกเรารักกันนั่นหมายความว่าฉันคงได้เป็นพี่น้องกับเขาจริง ๆ แต่ไม่ได้ง่ายอย่างนั้นเลย เขาคงรับไม่ได้ที่อยู่ ๆ คุณลุงพีระพ่อของเขา และแม่ของฉันดันมาลงเอยกันแบบนี้

“คงเป็นเพราะรู้สึกมีใครมาแทนที่แม่ล่ะมั้ง” ฉันนอนคิดไปมาพยายามเดาทางพี่เขา

ก๊อก ก๊อก

“แม่เข้าไปได้มั้ยลูก”

“ค่ะแม่” ฉันหลุดจากภวังค์ลุกขึ้นจากเตียง เพื่อเดินไปเปิดประตูให้ท่าน แล้วกลับมานั่งลงที่เตียงสวยเช่นเดิม พร้อมกับแม่ที่เดินตามฉันมาก่อนจะเริ่มพูดคุย

“ดูเอกสารเรื่องคณะหรือยังลูก”

“ดูก่อนมาถึงแล้วค่ะแม่ คุณลุงเตรียมไว้ให้ครบหมดแล้ว ไม่มีอะไรขาดเหลือเลยสักนิดค่ะ คุณลุงใจดีจัง” ฉันเอ่ยด้วยรอยยิ้มหวานอย่างรู้สึกดีใจ

ที่บ้านฉันพอขาดพ่อไปก็เหมือนขาดที่พึ่ง สามปีที่ไม่มีพ่อเลย์ บ้านฉันก็แย่ลงไปมากจนเรื่องไปเข้าหูคุณลุงพีระได้ยังไงไม่รู้ เพราะมันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่เขา แต่เท่าที่สังเกตก่อนหน้านี้แม่ฉันไม่ได้อยากมา คิดว่าคงกลัวเป็นภาระของคุณลุง จนกระทั่งมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น และได้คนของคุณลุงช่วยเอาไว้

“ดีแล้วล่ะลูก แล้วเรื่องที่ต้องเรียนคณะวิศวะนี่ลูกโอเคมั้ย”

“โอเคมากเลยค่ะ คุณลุงเป็นคนส่งเฟย์เรียน ยังไงเฟย์ก็ต้องตอบแทนคุณลุงอยู่แล้ว ท่านมีบริษัทเกี่ยวอสังหาริมทรัพย์นี่คะ เรียนจบเฟย์จะได้ช่วยงานคุณลุงให้เต็มที่เลยค่ะ”

“จ้ะลูก”

“แต่ที่เฟย์กังวลคือพี่พอยต์ต่างหากล่ะคะแม่ เขาดูไม่ยอมรับพวกเราเลย”

“คงต้องใช้เวลาจ้ะลูก อดทนนะ” ท่านพูดด้วยรอยยิ้ม

แม่ของฉันยังสู้แล้วฉันจะไม่สู้ได้อย่างไรเนอะ ถึงแม้ไม่รู้เลยว่าหลังจากนี้ฉันจะต้องรับมืออะไรกับพี่เขาบ้าง ไม่ได้รู้สึกดีหรอกนะที่เป็นต้นเหตุให้พี่เขาไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน แต่อีกใจก็รู้สึกโชคดีที่ไม่ต้องเห็นสายตาดุคู่นั้นทุกวัน

“อ้อ คุณลุงพีระฝากแม่มาบอกลูก พรุ่งนี้เตรียมตัวไปไปมหาลัยพร้อมพี่เขานะลูก คุณลุงให้พี่เรามารับมาส่งลูกที่นี่”

“เอ่อ แต่เฟย์ไปเองจะไม่ดีกว่าหรอคะ”

“แม่เองก็พูดไปแล้ว แต่คุณลุงท่านเห็นว่าไปกับพี่เขาจะได้ไม่มีใครต้องเป็นห่วงมาก อีกอย่างจะได้ได้พูดคุยกันบ้าง”

“แต่...”

“ทำตามที่คุณลุงเขาจัดการไปเถอะลูก อย่าเพิ่มปัญหาให้ท่านเลย”

“ค่ะแม่” ฉันรับคำไปอย่างนั้น แต่ในใจนี่คิดไม่ตกเลยกับสิ่งที่ต้องเจอพรุ่งนี้ ถ้าพี่เขายังอารมณ์ไม่เย็นลงล่ะ ฉันจะโดนฆ่าหมกป่ามั้ยเนี่ย

บทถัดไป